สัพเพเหระ > นานา สาระ

แนวคิดทางจิตวิทยา

(1/1)

admin:
 
 ::)

 แนวคิดทางจิตวิทยา อธิบาย ความขัดแย้งว่า หมายถึงสถานการณ์ที่บุคคลถูกกระตุ้น
ให้เกี่ยวข้องในกิจกรรมสองอย่างหรือมากกว่า ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้นไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ทำให้การตอบสนองต่อความต้องการบรรลุวัตถุประสงค์สองอย่างพร้อมกันเป็นไปไม่ได้ จึงเกิด
ความขัดแย้งขึ้นได้หลายระดับ เช่น ความขัดแย้งในระดับพฤติกรรมที่ปรากฎชัด ตัวอย่างเช่น
การที่คนเราพูดออกมาอย่างหนึ่งแต่ในใจคิดอีกอย่างเพราะถ้าพูดความจริงแล้วจะทำให้คนอื่นเสียใจ
หรือกรณีของการเกิดความขัดแย้งในตัวเอง จะเห็นว่าความขัดแย้งตามแนวคิดของจิตวิทยานั้น
สามารถเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่ภายในตัวบุคคลนั้นไปจนถึงกลุ่มหรือองค์การได้ สิ่งสำคัญที่มีอิทธิพล
ต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น คือความคิด หรือความรู้สึกของคนเราต่อสิ่งที่มีปฏิกิริยาที่รับรู้ได้ซึ่ง
อาจเป็นผลมาจากความวิตกกังวล มีอคติ หรือความกลัวที่แฝงอยู่ในจิตใจมากกว่าความขัดแย้ง
ตามแนวคิดด้านจิตวิทยา จะให้ความสำคัญ

ในระดับปัจเจกบุคคล และด้านจิตวิทยาเป็นสำคัญ แนวคิดนี้ยังเชื่อว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีผล
ต่ออารมณ์ของบุคคลอย่างมาก แล้วยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนได้ เช่น
ความขัดแย้งทำให้คนเราเกิดความคับข้องใจ (frustration) ซึ่งอาจทำให้เกิดความท้อถอย
ก้าวร้าว หรือประนามผู้อื่นได้หรือในบางสถานการณ์ ความขัดแย้งอาจนำมาซึ่งความล้มเหลว
ในการปฏิบัติงานได้เช่น การขาดความสนใจในงาน ขาดความเชื่อมั่นตนเอง หรือกลัวความล้มเหลว
จนบางครั้งกลายเป็นคนที่ชอบใส่ร้ายคนอื่น เป็นต้น

Coser (อ้างถึงใน เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์, 2534, หน้า 39) นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน
ได้จำแนกความขัดแย้งออกเป็น 3 แบบ คือ

         
1.เมื่อบุคคลอยู่ระหว่างเป้าหมายที่ตนปรารถนาสองอย่างที่ต้องเลือก
(approach- approach conflict)
         
2.เมื่อบุคคลพบกับเป้าหมายสองอย่าง ซึ่งเป็นทั้งเป้าหมายที่ตนเองชอบและ ไม่ชอบ
(approach-avoidance conflict)
         
3.เมื่อบุคคลอยู่ระหว่างเป้าหมายสองอย่างที่ตนเองไม่ชอบทั้งคู่
(avoidance- avoidance conflict)

นักวิชาการทางมานุษยวิทยา มองความขัดแย้งว่าเป็นผลมาจากความปรารถนา หรือ
เป้าหมายที่ไปด้วยกันไม่ได้ อาจมาจากการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ซึ่ง
เป็นผลมาจากวัฒนธรรม และเป็นแบบฉบบของพฤติกรรมการปรับตัวของมนุษย์ เช่น
ความก้าวร้าว ความร่วมมือ หรือ การแข่งขันกัน เมื่อเกิดผลประโยชน์และค่านิยมที่ไปด้วยกันไม่ได้
นักวิชาการคนสำคัญที่ศึกษาเกี่ยวกับความขัดแย้งด้านนี้คือ ฟิซเซอร์, ยูรี และ แพตตัน
(2545, หน้า 115) ซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยาผู้มีชื่อเสียง เห็นว่า สิ่งอันตรายที่คุกคามมวล
มนุษยชาติเกิดจากนิสัยภายในตัวมนุษย์เอง ที่มักตกอยู่ในภาวะความขัดแย้งที่อันตราย และ
ทำลายล้างเมื่อเกิดความแตกตำงอย่างชัดเจนขึ้นระหว่างคนสองคนกลุ่มหรือสองประเทศ
,,,,,,,,,,,,,

ทฤษฎีความขัดแย้งแบบร่วมมือ

Leung and Tjosvold (1998, p. 44) เสนอว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้การจัดการความขัดแย้งไม่ได้ผล
คือการขาดแรงจูงใจที่ดี (motivation) ดังนั้น องค์การที่ต้องการให้การจัดการความขัดแย้งได้ผลดี
จึงควรมีการลงทุนเพื่อการฝึกฝนสร้างการเรียนรู้ให้บุคลากรมีสมรรถนะต่อการจัดการความขัดแย้ง
แบบร่วมมือ
ตามทฤษฎีความขัดแย้งแบบร่วมมือ (cooperative)conflict theory) อันจุดเน้นที่การมีเป้าหมาย
เดียวกันภายใต้มิตรภาพที่ดีต่อกันและกัน
"we are in this together" and "we swim or sink together" หัวใจสำคัญ คือ
แนวทางปฏิบัติถูกกำหนดมาจากการบูรณาการความต้องการของทุกคนร่วมกันบน
พื้นฐานของความจริงใจต่อกันเพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

แนวคิดเกี่ยวกับความขัดแย้งในคุณค่าหรือค่านิยม

       แนวคิดนี้ถือว่า พฤติกรรมของบุคคลที่เบี่ยงเบนจากกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้นั้น
 เป็นเพราะสภาวการณ์นั้นไม่สอดคล้องกับคุณค่าที่กลุ่มยึดถือ จึงเห็นว่าปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
ก็เพราะกลุ่มต่าง ๆ นำสิ่งที่ยึดถือต่างกันมาใช้แล้วขัดแย้งกัน เช่น หมอต้องการรักษาคนไข้ด้วยยาที่ทันสมัย
ใช้เครื่องมือก้าวหน้า เพื่อผลการรักษาที่ดี ทำให้ค่ารักษาแพง ในขณะที่ผู้ป่วยต้องการหายจากความเจ็บป่วย
และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก คุณค่าที่ใช้ในสภาวการณ์เดียวกันแต่ขัดแย้งกันปัญหาความไม่เข้าใจย่อมเกิด
ขึ้นได้เสมอ
 :P :P :P
บรรณานุกรม

สุพัตรา จิตตเสถียร. (2550). การจัดการความขัดแย้งในสถานพยาบาลของรัฐระดับจังหวัด. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตรัฐประศาสนศาสตร์, มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ