สัพเพเหระ > นานา สาระ

ความหมายของ E.Q.

<< < (2/2)

admin:
ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วย EQ

ปัจจุบันได้มีการกล่าวกันมากถึงคำว่า Emotional Quotient (EQ)
ซึ่งเป็นทักษะให้การบริหารจัดการตัวเราเอง และทักษะในการ ทำงานร่วมกับ
บุคคลอื่นๆ นับว่าสำคัญมากต่อความสำเร็จในการบริหารธุรกิจ
รวมถึงเป็นเคล็ดลับต่อความสุข และความสำเร็จในชีวิต ประจำวัน

คำว่า EQ เป็นคำศัพท์ค่อนข้างใหม่ โดยยังไม่มีคำศัพท์บัญญัติเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการ
จึงเรียกกันในภาษาไทยอย่างหลากหลาย เช่น เชาวน์อารมณ์ วุฒิภาวะทางอารมณ์
ความสติปัญญาทางอารมณ์ ฉลาดทางอารมณ์ ฯลฯ

ความสนใจใน EQ เริ่มต้นเมื่อปี 2533โดยนายปีเตอร์ ซาโลเวย์
ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเยล และนายจอห์น เมเยอร์ แห่งมหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์
ได้ร่วมกันเขียนเอกสารเพื่อบรรยายคุณลักษณะความฉลาดทางอารมณ์อันนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิต

เริ่มแรกคำว่า EQ รู้จักกันในหมู่นักจิตวิทยาเท่านั้น สำหรับบุคคลสำคัญที่ทำให้คำนี้
กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป คือ ดร. แดเนียล โกลแมน ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอก
สาขาจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเป็นนักเขียนชื่อดังของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์

เขาได้เขียนหนังสือชื่อ Emotional Intelligence ขึ้นเมื่อปี 2538
โดยพยายามนำเรื่อง EQ ซึ่งเดิมเป็นทฤษฎีในด้านจิตวิทยา มาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ
สำหรับประชาชนทั่วไป ทำให้หนังสือเล่มนี้ขายดีแบบเทน้ำเทท่า

ดร.โกลแมน ได้จำแนก EQ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรก ทักษะในด้านบริหารจัดการตนเอง
(Self-Management Skills) เป็นต้นว่า ความสามารถที่จะรู้จักตัวเราเองทั้งในส่วนจุดเด่นและจุดด้อย
ความสามารถในการไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์
ความมุ่งมั่นที่จะดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรม ความขยันขันแข็ง และมุ่งมั่นใน
การทำงาน การคิดในแง่บวก (Positive Thinking) ไม่ท้อถอยเมื่อเผชิญกับอุปสรรค

กลุ่มที่สอง ทักษะในด้านบริหารปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น (Relationship Skills)
คนเราไม่สามารถอยู่ได้คนเดียวในโลก โดยต้อง เกี่ยวพัน กับบุคคลอีกมากมายไม่ว่า
ทางใดทางหนึ่ง ดังนั้น ทักษะในการบริหารปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น จึงนับว่าสำคัญต่อ
การดำรงชีวิตเช่นเดียวกัน เป็นต้นว่า ความสามารถที่จะเข้าใจและเห็นอกเห็นใจบุคคลอื่น
ทักษะในการเข้าสังคม ความระมัดระวัง ในการใช้คำพูด
การรู้กาลเทศะว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ ทักษะในการสร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ
รวมถึงความสามารถที่จะโน้มน้าวให้บุคคลอื่นคล้อยตามความคิดเห็นของตนเอง ฯลฯ

admin:
ทักษะในการบริหารปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นไม่ได้หมายความว่างานการไม่ทำ
ชอบเข้าสังคมอยู่ตลอดเวลา ตรงกันข้าม การเข้าสังคมไม่ได้ เป็นเป้าหมายในตัวเอง
โดยเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายให้งานประสบผลสำเร็จเท่านั้น
ซึ่งเราไม่สามารถทำงานใหญ่ ให้ประสบผลสำเร็จได้หากปราศจากความร่วมมือของบุคคลอื่น

ผู้เชี่ยวชาญได้เคยทำการทดสอบในสหรัฐฯ พบว่าโดยปกติแล้วผู้ชายและผู้หญิงมีทักษะ
ในด้านบริหารจัดการตนเองพอๆ กัน แต่สำหรับทักษะในด้านบริหารปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นแล้ว
โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงจะมีทักษะสูงกว่าผู้ชายค่อนข้างมาก เนื่องจากมีบุคลิก
ชอบเข้าสังคมมากกว่า ทำให้มีโอกาสฝึกฝนทักษะในด้านนี้มากกว่าผู้ชาย

ความจริงแล้ว EQ ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างไร มนุษย์เราเห็นความสำคัญมาตั้งแต่
ในสมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน โดยหลักธรรมคำสอน ของ พุทธศาสนาก็ได้กล่าวถึง EQ เช่นเดียวกัน
โดยในส่วน Self-Management Skills นั้น นับว่าใกล้เคียงมากกับฆราวาสธรรม 4 อันเป็น
หลักธรรมในการครองชีวิตของฆราวาสเพื่อให้เกิดความดีงาม เกิดความสำเร็จ และสงบสุข ประกอบด้วย

1. สัจจะ คือ ความซื่อตรง จริงใจ พูดจริง ทำจริง

2. ทมะ คือ การฝึกนิสัย ปรับตัว รู้จักควบคุมจิตใจ แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับปรุงตนเอง
ให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา

3. ขันติ คือ ความอดทน ตั้งใจทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ไม่หวั่นไหว
มั่นใจในจุดหมาย ไม่ท้อถอย

4. จาคะ คือ ความเสียสละ ยอมสละกิเลส ความสุขสบาย และผลประโยชน์ส่วนตัว
ไม่คับแคบเห็นแต่ประโยชน์ของตนเอง ไม่เอาแต่ใจตัว

ขณะที่ EQ ในส่วนเกี่ยวกับ Relationship Skills นับว่าสอดคล้องกับพรหมวิหาร 4
อันเป็นหลักธรรมเกี่ยวกับความประพฤติที่ประเสริฐ ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นโดยชอบ ประกอบด้วย

1. เมตตา คือ รักใคร่ ปรารถนาดี อยากให้เขามีความสุข
มีจิตใจแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์ต่อผู้อื่น

2. กรุณา คือ คิดช่วยเหลือให้คนอื่นพ้นทุกข์

3. มุทิตา คือ ความยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุข

4. อุเบกขา คือ ความว่างและวางใจเป็นกลาง

นักปราชญ์ของชาติตะวันตกก็ได้กล่าวถึง EQ มาตั้งแต่สมัยโบราณเช่นเดียวกัน
เป็นต้นว่า Publilius Syrus ได้เคยว่า “จะต้องควบคุมอารมณ์ของตนเอง
มิฉะนั้นอารมณ์จะควบคุมตัวท่าน”

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า EQ สำคัญมากไม่ยิ่งหย่อนกับ Intelligence Quotient (IQ)
หรือความฉลาดทางสติปัญญา บางคนถึงกับเห็นว่า EQ สำคัญกว่า IQ ด้วยซ้ำ
โดยเรามีคำพังเพยเกี่ยวกับบุคคลที่มี IQ สูง แต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จในชีวิตว่า
“ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด”

กรณีเป็นคนฉลาดหลักแหลมนั้น หากไม่มี EQ เสียแล้ว ก็จะประสบปัญหามากมาย
เป็นต้นว่า
ขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชา ไม่กินเส้น กับคนอื่น เกียจคร้านในการทำงาน
มีพฤติกรรมต่อต้านองค์กร มีทัศนคติในแง่ลบอยู่เสมอว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม
ชอบนินทาว่าร้ายคนอื่น ชอบปล่อยข่าวลือไร้สาระ ฯลฯ ในที่สุดก็จะกลายเป็นตัวสร้าง
ปัญหาขององค์กร และจะต้องถูกเชิญออกไป ทำงานที่บริษัทอื่น

ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นไปเท่าใด ความสำคัญของ EQ เมื่อเปรียบเทียบกับ IQ
ยิ่งมากขึ้นไปเท่าใด ดังนั้น จึงมีการกล่าวกันว่า IQ ทำให้คุณได้รับการจ้างงาน ส่วน EQ
ทำให้คุณได้เลื่อนตำแหน่ง โดยในอดีตที่ผ่านมาได้เคยมีการวิจัยในสหรัฐฯ ว่า
ทำไมนักบริหารจำนวนมากซึ่งเดิมเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง ได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไป ระดับหนึ่งแล้ว กลับล้มเหลวในการบริหารงาน


admin:
การศึกษาพบว่าปัญหาสำคัญที่เปลี่ยนจากดาวรุ่งเป็นดาวร่วงนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากจุดบกพร่อง
เกี่ยวกับความสามารถในเชิงเทคนิค แต่อย่างใด แต่เนื่องมาจากขาด EQ ซึ่งสำคัญมากสำหรับ
ผู้บริหารระดับสูง โดยขาดมนุษยสัมพันธ์ ไม่อาจควบคุมความคิด อารมณ์
การแสดงออกของตนเองอย่างเหมาะสม ทำให้มีบุคลิกเป็นเผด็จการ เอาแต่ใจตัวเอง
บ้าอำนาจ หยิ่งจองหอง มองเห็นบุคคลอื่นโง่ไปหมด ทำให้คนอื่นไม่อยากเข้าใกล้

ขณะเดียวกันเคล็ดลับของความสำเร็จทางธุรกิจประการหนึ่ง คือ การว่าจ้างบุคคลที่มี EQ สูงมาเป็นพนักงาน
โดยนายพลโคลิน เพาเวล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ
มักจะกล่าวเสมอๆ ว่าทัศนคติเชิงบวกของบุคลากร มีความสำคัญมากกว่าความรู้ ทั้งนี้

หากบริษัทว่าจ้างบุคคลที่มีทัศนคติเชิงบวกมาเป็นพนักงาน โดยเฉพาะพนักงาน ที่ทำหน้าที่
ติดต่อลูกค้าแล้ว คุณภาพของบริการย่อมเพิ่มขึ้น สร้างความประทับใจต่อลูกค้า ทำให้ครองใจลูกค้า
และเพิ่มผลกำไรให้กับบริษัทในที่สุด

ปัจจุบันสถาบันการศึกษาก็หันมาสนใจในด้านพัฒนา EQ ให้กับนักศึกษา
จากเดิมที่เป็นการเรียนแบบท่องจำ ซึ่งมุ่งเน้นเพิ่ม IQ แต่เพียงอย่างเดียว
ก็ปรับเปลี่ยนวิธีการสอนแบบใหม่ให้นักศึกษามีโอกาสพูดและแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมนอกหลักสูตรเพื่อให้นักศึกษามีโอกาสปฏิสัมพันธ์กันเองเพื่อฝึกฝน
EQ พร้อมกันไปด้วย

เราหันมาวิเคราะห์ผู้นำทางการเมืองดูบ้าง ศจ. Fred Greenstein แห่งมหาวิทยาลัยพรินตันของสหรัฐฯ
ได้วิเคราะห์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีต 11 คน ตั้งแต่ประธานาธิบดีรุสเวลท์ถึงคลินตัน พบว่า
โดยภาพรวมแล้วสอบผ่านได้คะแนน EQ ดีเยี่ยมเพียง 3 คนเท่านั้น คือ ไอเซนฮาวร์ ฟอร์ด และบุช (ผู้พ่อ)

การศึกษาพบว่าประธานาธิบดีนิกสันแม้มี IQ สูง มีความเฉลียวฉลาดเป็นอย่างมาก
ในด้านยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ แต่กลับล้มเหลวต้องลาออกจากตำแหน่ง
จากกรณีอื้อฉาวคดีวอเตอร์เกตเนื่องจากมีจุดอ่อนสำคัญ คือ มี EQ ค่อนข้างต่ำ ไม่สามารถ
ควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ โดยมักโกรธ วิตกกังวล และหวาดระแวงบุคคลรอบข้าง

ส่วนเคนเนดี้และคลินตันนั้น แม้ EQ นับว่าดีมากในแง่วาทศิลป์ในการโน้มน้าวความคิดเห็น
ของคนอื่นและความมีเสน่ห์ แต่มีจุดอ่อน ด้าน EQ เช่นเดียวกัน คือ เป็นคนเจ้าชู้
ไม่สามารถหักห้ามจิตใจตนเองได้ จึงเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น ซึ่งสร้างภาพลักษณ์ทางลบ
ให้ตนเองเป็นอย่างมาก

ขณะที่ไอเซนฮาวร์มีบุคลิกความเป็นผู้นำโดดเด่นมาก สามารถบังคับบัญชาให้บุคลากรทำงาน
เป็นทีมเป็นอย่างดี แตกต่างจาก ประธานาธิบดีคนอื่นๆ ซึ่งลูกน้องมักขัดแย้งกินเกาเหลากันเองไม่มากก็น้อย
ส่วนประธานาธิบดีบุช (ผู้พ่อ) ก็มี EQ ค่อนข้างสูง เช่นเดียวกัน โดยมีจุดเด่น คือ เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ต่อบุคคลอื่น สุภาพเรียบร้อย และสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี

สุดท้ายนี้ หากเราทดสอบพบว่ามีค่า EQ ต่ำ ก็อย่าเสียกำลังใจ เพราะ EQ เป็นสิ่งที่เรียนรู้และ
พัฒนาขึ้นไม่ยากนัก สามารถพัฒนา ได้จนถึงวัยสูงอายุ โดยเราจะสังเกตว่าบางคน
เมื่ออ่อนวัยจะมี EQ ต่ำ มีจิตใจหุนหันพลันแล่น พออายุมากขึ้น กลับมี EQ หรือวุฒิภาวะ
เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ นับว่าแตกต่างจากกรณี IQ ซึ่งมีโอกาสพัฒนา
ให้ดีขึ้นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ภายหลังเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ผู้จัดการออนไลน์ - Manager Online (http://www.manager.co.th)


Read more: http://www.novabizz.com/NovaAce/EQ.htm#ixzz1pTTEYzKq

admin:
วิธีดูตัวเองว่ามีอีคิวสูงหรือต่ำ
ดูได้ 4 เรื่อง - ดร.สนอง วรอุไร
หนังสืออีคิวกับผู้สูงอายุ
ดร.สนอง วรอุไร
ชมรมกัลยาณธรรม

- ความโกรธเป็นเหตุให้เกิดความคิดไม่ดี
- หากเลิกโกรธได้ทันที -นั่นแหละ จิตมีความฉลาดทางอารมณ์สูง
- บางคนมีอารมณ์โกรธตั้งแต่เช้าจนดึกดื่นเที่ยงคืนยังไม่หายโกรธ
-นั่นเป็นเครื่องแสดงว่าจิตมีอีคิวต่ำ -ในที่สุดผลร้ายจะเกิดตามมาแน่นอน

อยากจะรู้ว่าตัวเองมีอีคิวสูงหรือต่ำ ดูได้ 4 เรื่อง

1. ดูที่พฤติกรรมต้องดูเรื่องการคิดพูดทำ

พฤติกรรมด้านการคิด

- ถ้าคิดแล้วมีสาระ คิดสร้างสรรค์ -คิดจะให้ -คิดไม่เบียดเบียน -นี่คืออีคิวสูง
นี่แหละคือพวกที่มีอีคิวสูง คิดมีสาระ คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหา คิดช่วยเหลือ คิดให้

- ถ้าคิดฟุ้ง คิดเพ้อเจ้อ คิดแต่สิ่งไร้สาระ- คิดเบียดเบียน- คิดจะเอาจะได้ คิดสร้างปัญหา
--> นี่แหละอีคิวต่ำ

พฤติกรรมด้านการพูด

- พูดความจริง พูดมีสาระ พูดแล้วเกิดกำลังใจ เกิดแรงจูงใจ- พูดไม่นินทา
ไม่ให้ร้าย -พูดแล้วเกิดความปรองดอง เกิดความร่วมมือ- คำพูดต่าง ๆ
เหล่านั้นเป็นคำพูดของคนที่มีอีคิวสูง

- ถ้าวันนี้พูดอย่าง มะรืนนี้พูดอีกอย่าง พูดกลับไปกลับมา
-อย่างที่บางคนแสดงในจอโทรทัศน์ให้เราดู -พูดกลับไปกลับมา
พูดไม่จริง- พูดแล้วไร้สาระ -ฟังแล้วไม่เข้าใจ ฟังแล้วเกิดความสงสัย-
พูดแล้วเกิดท้อแท้ ไม่เกิดกำลังใจ -พูดแล้วแตกความสามัคคี -
พูดนินทาคือพูดถึงคนอื่นในทางที่ไม่ดีลับหลัง -
คำพูดต่าง ๆ เหล่านี้ออกมาจากปากของใคร ก็แสดงว่าคนพูดมีอีคิวต่ำ

พฤติกรรมด้านการกระทำ

- ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ -ทำแต่สิ่งที่ไม่เบียดเบียน -ทำเพื่อผู้อื่น
ทำเพื่อสังคม ทำเพื่อส่วนรวม - เป็นการกระทำของคนที่มีอีคิวสูง

- ถ้ามีเป้าหมายในการทำที่ดีมีแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ มีสาระ -ทำในสิ่งที่สร้างสรรค์
สิ่งที่ทำให้สังคมสงบเย็น- ทำในสิ่งที่ทำให้จิตวิญญาณของตนงอกงาม
 -นั่นคือการกระทำของคนที่มีอีคิวสูง

- ถ้าทำแต่สิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ส่วนรวม -เบียดเบียน คอร์รัปชั่น -ข่มขู่ ฉ้อฉล คดโกง
-นั่นแสดงถึงการกระทำของคนที่มีอีคิวต่ำ เป็นการทำลายสังคม ไม่ได้สร้างสรรค์สังคม
ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

2. ด้านบุคลิกภาพ

- ถ้าเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน -แสดงว่ามีอีคิวสูง

- ถ้าเป็นคนที่คับแคบ ไม่เชื่อ ไม่ฟัง ไม่สนใจ -ใครพูดอะไรไม่เชื่อ จิตใจคับแคบ ไม่รับฟัง
-นั่นแสดงถึงคนมีอีคิวต่ำ

- ถ้าเราเปิดใจให้กว้าง- รับได้ทุกสถานการณ์ ทั้งดีทั้งไม่ดีฟังได้- ข้อมูลความรู้จะเข้ามามาก
จะแก้ปัญหาชีวิตง่าย

- คนที่มีจิตใจคับแคบ มีอีคิวต่ำ -จึงแก้ปัญหาชีวิตได้ยาก- เพราะเขามีบุคลิกภาพเป็นคนคับแคบ

- ฉะนั้นเรื่องความอ่อนน้อม มีใจที่ไม่คับแคบ- มีใจเอื้ออาทร เห็นอกเห็นใจเห็นแก่ผู้อื่น -พวกอีคิวสูง

 -ผู้มีบุคลิกภาพเป็นคนที่สงบเย็น มีเมตตา- ใครเขาจะด่าจะว่า มีแต่ใจสงบเย็น -พวกที่สงบเย็น
มีเมตตาใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้ เมตตาเป็นความรักความปรารถนาที่จะให้คนอื่นได้รับประโยชน์
และมีความสุข นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่มีเมตตา

- ถ้ารักเขาและเขาไม่เป็นไปตามที่ใจต้องการแล้วเกิดโทสะ อย่างนี้ไม่มีจิตเมตตา
เป็นรักแบบมีตัณหาสนับสนุน

- เมตตา เป็นบุคลิกภาพที่แสดงถึงใจที่มีอีคิวสูง

- ถามตัวเองว่าเป็นคนร้อนหรือคนเย็น -ถ้ามีอารมณ์ร้อนแสดงถึงอีคิวต่ำ -ร้อนน้อยอีคิวก็สูงขึ้นหน่อย
-ถ้าไม่ร้อนเลยอีคิวสูงสุด

- ถ้าเป็นคนขี้เกียจ ไม่อดทน -ทำอะไรเหนื่อยยากหน่อยก็บ่น -ไปไหนมาไหนก็บ่น ไม่อดทน
-แสดงให้เห็นถึงการมีอีคิวต่ำ

- ถ้าขยันและมีความอดทน- ไม่พูด ไม่บ่น ทำงานไปเรื่อย ๆ-แสดงถึงการมีอีคิวสูง

- เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ -ทำอะไรแล้วไม่เสียงาน -พวกนี้มีอีคิวสูงเป็นเครื่องสนับสนุนการทำงาน



3. สุขภาพ

- ถ้าจิตมีอีคิวต่ำ จะทำให้สุขภาพเสื่อม -เพราะอีคิวสะท้อนให้เห็นถึงโปรแกรมจิต

- จิตที่มีสำนึกดีจะกำหนดโปรแกรมจิตไว้ดี positive thinking -ถ้ากำหนดโปรแกรมจิตเป็นบวก
คือเห็นถูกแล้วคิดดีอยู่เสมอ อีคิวจะสูง เพราะอีคิวสูงจึงส่งผลให้มีสุขภาพดี

- ผู้ใดคิดว่าตัวเองจะเป็นโรคนั้น จะเป็นโรคนี้ - แสดงถึงจิตมีอีคิวต่ำ
กำหนดโปรแกรมจิตไว้ไม่ดี เพราะคิดไม่ดี จิตก็สั่งสมแต่สิ่งไม่ดี
เมื่อเหตุปัจจัยไม่ดีลงตัว ก็เป็นโรคแน่นอน

- มีคนเป็นเนื้องอกที่รังไข่ แล้วก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ -ผมรู้จักดีเพราะว่าใกล้ชิด
ได้เห็นบุคลิกภาพของเขา โปรแกรมจิตของเขาผิดไปหมด บุคลิกภาพผิด อีคิวจึงต่ำ
เพราะอ่านเขาออก แต่ไม่มีสิทธิ์บอกเขา เพราะเขาไม่ได้มาขอคำแนะนำ

- จนวันหนึ่งเขาบอกว่าเขาเป็นเนื้องอกที่รังไข่ จะทำอย่างไร -ปรกติเขาเป็นคนมีอีคิวต่ำ
ต้องทำให้มันมีอีคิวสูง เช่น ปกติเป็นคนร้อนก็ทำให้เป็นคนสงบเย็๋น -
อะไรที่ปล่อยวางได้ก็ปล่อยวางลงบ้าง -ถ้าจิตใจไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง
ในด้านติดลบกับระบบสรีระต่าง ๆ อวัยวะต่าง ๆ ก็ทำหน้าที่ของมันเป็นปรกติ-
โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาว ที่อยู่ในระบบเลือด มีหน้าที่คอยจับกินสิ่งแปลกปลอม
รวมทั้งกินเซลล์มะเร็งได้ -แต่ใจที่ไม่ดีของเรา ทำให้เม็ดเลือดขาวทำหน้าที่บกพร่อง
ทำให้เม็ดเลือดขาวขี้เกียจ ทำให้ระบบสรีระผันแปร จึงส่งผลเป็นความเดือดร้อน
กับร่างกายที่จิตใช้เป็นบ้านอาศัย

- ได้บอกเขาว่า คุณเปลี่ยนบุคลิกให้เป็นตรงข้าม- แทนที่คุณจะเป็นคนร้อน
ซึ่งผลงานทุกอย่างต้องดีที่สุด -ขอให้ปล่อยวางให้เป็น -แล้วคุณจะหายจากการเจ็บป่วย

- เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อที่เขาปฏิบัติตามคำแนะนำ ทำมาเดือนแรก ๆ ขนาดก้อนเนื้อเล็กลง -
เดือนที่ 2 ไป x-ray ใหม่ ขนาดลดลงอีก -
เดือนที่ 3 ก้อนเนื้องอกหายไปหมดทั้งที่หมอได้นัดผ่าตัดแล้ว ในที่สุดหมอไม่ได้ผ่า

- ต้องสร้างโปรแกรมจิตว่าเม็ดเลือดขาวจับเซลล์มะเร็งกินทุกวัน-
ต้องสร้างจินตนาการว่า เช้าตื่นขึ้นมาก้อนเนื้องอกมันเหลือเล็กลงทุกวัน เล็กลงๆจนหมดไป-
นี่คือการสร้างโปรแกรมจิตที่เป็นบวก


- ไปเจอคนเป็นลูคิเมียที่กรุงเทพ นอนป่วยในโรงพยาบาล 3 เดือน -
จึงบอกให้เขาขึ้นมาหาที่เชียงใหม่ เขาขึ้นมาพร้อมพกยามาด้วย ต้องกินยาวันละ 20 กว่าเม็ด
ผมพาคนไข้ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
รายงานหมอที่ออกมาผิดปรกติตรงกับที่โรงพยาบาลจุฬา

- ให้เขาไปฝึกจิตนิ่ง ฝึกสมาธิ 3 สัปดาห์ -เขาถามว่า ยาที่เขาต้องกินวันละ
20 เม็ดเลิกกินได้ไหม-ผมบอกว่าไม่รู้ นอกจากตัวเองรู้เอง -ในที่สุดเขาลดกินยาและเลิกไปในที่สุด

- หลังจากนั้นพาคนไข้ไปโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่เป็นครั้งที่สอง
ผลตรวจเลือด ตรวจทุกอย่างดีเหมือนคนปรกติ

- เขาอยู่พัฒนาจิตเกือบ 2 เดือน ก่อนกลับกรุงเทพ ผมบอกเขาว่า
เราก็รู้ว่าเราเป็นโรคลูคิเมียเพราะอะไร แล้วที่มันหายไปก็รู้ว่าหายได้เพราะอะไร -
ต่อไปนี้จะเป็นโรคหรือไม่เป็นโรคก็เป็นเรื่องของคุณ- อะไรเกิดขึ้นได้ก็ต้องหายได้

-ความโกรธเกิดขึ้นได้ ก็ไม่โกรธได้

-ความสุขหมดเมื่อไร ความทุกข์มันเกิดขึ้นได้

-เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรที่มันเกิดและคงอยู่ค้ำฟ้า ไม่มีอะไรที่คงอยู่นิรันดร
ทุกอย่างมีเกิดแล้วมันดับ -มองตัวนี้ให้ออก สร้างโปรแกรมจิตให้เป็นบวกอยู่เสมอ
แล้วอุปสรรคปัญหาจะไม่เกิดขึ้น

- ฉะนั้น อีคิวจะสูงหรือต่ำ ให้ดูที่สุขภาพ- ให้ตั้งโปรแกรมจิตเป็นบวกไว้ สุขภาพจะดี

- ใครที่เป็นอะไรแล้วก็หายได้ เพียงแต่ให้ตั้งโปรแกรมจิตเป็นบวกไว้

- ใครจะเป็นอะไร เป็นเรื่องของเขา- เรื่องของเรามีแต่สบาย

- ร่างกายของเรา ก็อย่าเอาของไม่ดีใส่เข้าบรรจุไว้

- อาหารอะไรก็ตามที่ชอบบริโภค กินแล้วบำรุงร่างกายให้แข็งแรง กินเข้าไปได้
แต่อย่าให้มันมากเกินไป ถ้าร่างกายกำจัดออกไม่หมด สิ่งที่มีเกินสามารถ
ทำให้เกิดโทษได้- ต้องตั้งโปรแกรมจิตให้เป็นบวกเสมอ แล้วจะแข็งแรง

- คนที่ทำชั่วไว้มาก -พวกนี้มีสุขภาพทางวิญญาณไม่ดี ในที่สุดไปไม่ดี ไปเกิดในภพต่ำ -
ถ้ายังไม่ตาย อยู่ในสังคมแล้วทำแต่ความเดือดร้อน ต้องเอาไปกักขังไว้ที่เฉพาะ (คุก)


4. วิถีการดำเนินชีวิต
- คนที่มีอีคิวสูง ดำเนินชีวิตแบบมักน้อย มีสาระ มีสันโดษ- สันโดษคือความพอใจในสิ่งที่ตนมี
ตนเป็น ตนได้รับ- พระพุทธเจ้าสอนคนให้สร้างความดี สอนคนให้ทำงาน สอนคนให้ขยัน
-แต่ได้สิ่งตอบแทนกลับมาแค่ไหนเอาแค่นั้น นั่นคือสันโดษ

- มีบุญมาก ทำนิดเดียวได้เงินมาก
- บางคนทำงานแทบตายไม่ได้เลื่อนขั้น อย่าไปอิจฉาคนอื่น- เขาไม่ทำอะไรเลยแล้วได้ดีกว่า
แสดงว่าเขาเคยทำอะไรที่ดีมาก่อน ทำดีมามาก จิตสั่งสมสิ่งดีไว้มาก -
พอเขาทำนิดเดียวบุญส่งให้ได้ผลแล้ว
- น้ำในโอ่ง ถ้ามีขี้โคลนสักครึ่งโอ่ง เอาน้ำใสใส่ลงไปนานไหม
กว่าน้ำในโอ่งจะใส-แต่ถ้ามีขี้โคลนในโอ่งอยู่นิดเดียว พอเติมน้ำใสลงไปไม่เท่าไร น้ำในโอ่งจะใส

- ตอนรับราชการใหม่ ๆ ทำงานเหนื่อยแทบตายไม่ได้ดี คนอื่นทำงานสบายกว่าทำไมได้ดี
คิดว่าจะไม่ทำราชการแล้ว -แต่ด้วยบุญเก่ายังมี จึงมีสติคิดได้ว่า ถ้าไม่ทำงานยิ่งแย่ลงไปอีก
จึงทำไม่หยุด และไม่เอาไปเทียบกับคนอื่น -ตอนหลังทำบ้างไม่ทำบ้าง ได้ดีตลอด นี่คือของจริง

- คนที่มีอีคิวสูง วิถีการดำเนินชีวิตเป็นคนสมถะ มีสาระ สันโดษ -และอยู่เพื่อทำตัวเป็นที่พึ่งของผู้อื่น
-เป็นผู้ให้เหมือนต้นไม้ใหญ่- มีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น เพื่อประโยชน์ของคนอื่น


คัดลอกจากhttp://www.unigang.com/Article/957

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[*] หน้าที่แล้ว

ตอบ